รีวิวการเที่ยวประเทศญี่ปุ่นแบบแบ็คแพ็คที่เมืองโอซาก้า-เกียวโต-โกเบ-ฮิเมจิ-ชิราคาวาโกะใน 4 วัน ด้วยงบเพียงแค่สามหมื่นแต่จัดเต็ม ทั้งสวนสนุกยูนิเวอร์แซล เจแปน ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทคินคะคุจิ ปราสาทโอซาก้า หมู่บ้านขิราคาวาโกะ และรวมถึงการไปกินสเต็กเนื้อโกเบอันเลื่องชื่อ!

วันที่ 1: ออกเดินทางแล้วถึงเลย

สายการบินแอร์เอเชียเอ็กซ์

วันที่ 10 มกราคม ผมต้องเดินทางไปท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อขึ้นเครื่องสายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ เวลา 14.15 น. โดยผมมีสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตของสายการบินนั่นคือสามารถฝากกระเป๋าที่ช่องเช็คอินชั้นธุรกิจ แม้ว่าจะจองที่นั่งชั้นประหยัด ใช้ตั๋วน้ำหนักกระเป๋าฟรี และได้รับ Express Tag ให้กระเป๋าออกจากสายพานก่อน และขึ้นเครื่องได้พร้อมชั้นธุรกิจ ในระหว่างบินก็เลือกเครื่องดื่มฟรีในเมนูมูลค่า 60 บาทได้อีกด้วย (นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมจ้องจะบินแต่แอร์เอเชียครับ) แล้วเที่ยวบินของผมก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติโอซาก้าคันไซตรงตามเวลาเป๊ะคือ 21.40 น. หลังจากออกมาถึงอาคารผู้โดยสารขาเข้าแล้วสามารถเดินทางเข้าเมืองได้เลยครับ โดยจะออกมาที่ชั้น 1 ก่อน แล้วต้องขึ้นชั้น 2 เพื่อเดินผ่านทางเชื่อมไปยังอาคารสถานีรถไฟ จากนั้นก็เลือกเข้าเมืองได้ทั้งรถไฟ JR (สีฟ้า) และรถไฟ Nankai (สีส้ม) ครับ ซึ่งเวลานี้จะแลกตั๋วเหมาไม่ทันจึงต้องซื้อตั๋วที่ตู้ไปก่อน ส่วนผมเช่ารถขับก็ต้องเดินเลยสถานีรถไฟอีกนิดเพื่อไปยังศูนย์รถเช่า ซึ่งการรับรถก็ใช้เวลาไม่นานและไม่ยากอะไรนักก็ได้รถมาขับเข้าเมืองแล้ว เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจอีกอย่างเหมือนกันครับกับการขับรถเที่ยวในญี่ปุ่น

โอซาก้า
บินไป-กลับเริ่มต้นเพียง ฿6,545

วันที่ 2: ตามล่าหิมะที่ชิราคาวาโกะ

เส้นทางไปเมืองชิราคาวาโกะ

ขับรถเที่ยวชิราคาวาโกะจากโอซาก้าช่วงหิมะฟู วันเดียวก็เที่ยวได้ สำหรับวันนี้ผมมีรีวิวพิเศษแยกออกมาตามหัวข้อข้างต้นเลยนะครับ สามารถอ่านรายละเอียดกันได้หากสนใจจะเช่ารถขับไปชิราคาวาโกะตามทริปผมจริงๆ โดยทริปวันนี้เกิดจากความอยากของผม (และการเห็นด้วยของทุกคน) ที่อยากลองหิมะฟูๆ แบบที่ล้มตัวแล้วจมยุบได้สักครั้งในชีวิต เพราะที่ผ่านมาเคยไปเกาหลีแล้วเจอแต่หิมะแข็งหยั่งกับหินและเล่นอะไรไม่ได้เลย ทริปนี้จึงอยากไปแก้ตัวสักหน่อย ค้นหารถเช่าราคาประหยัดในโอซาก้า

ถนนที่เต็มไปด้วยหิมะในประเทศญี่ปุ่น

ผมเริ่มต้นด้วยการออกเดินทางตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพราะการขับรถจากโอซาก้าไปชิราคาวาโกะนั้นไกลกว่า 300 กิโลเมตร และใช้เวลาขับรถถึง 4 ชั่วโมงจึงจะไปถึงจุดหมาย กว่าจะถึงชิราคาวาโกะก็เกือบๆ จะ 11 โมงแล้ว ซึ่งในระหว่างทางคุณก็จะพบกับวิวทิวทัศน์ของญี่ปุ่นที่สวยงามเป็นระยะๆ ผ่านถนน ข้ามสะพาน และลอดอุโมงค์ตัดผ่านหุบเขา กับบรรยากาศที่เริ่มจากหนาวๆ แห้งๆ ไปจนถึงหิมะปลกคลุมจนขาวโพลน แล้วมาบรรจบกับความสวยงามอลังการของปลายทางที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะที่ซ่อนเร้นอยู่ภายภายในเทือกเขาสีขาว แถมวันที่ไปคนก็ไม่เยอะด้วย โชคดีจริงๆ ครับ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น

พวกผมจึงอยู่กันที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะเพื่อเล่นหิมะฟูๆ หนานุ่มให้สมใจอยากจนถึงช่วงบ่าย 3 แล้วจึงขับรถกลับมาส่งรถคืนที่สถานีรถไฟโอซาก้าในช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ จากนั้นก็ไปแลกตั๋วเหมา และเนื่องจากเวลาเหลือ ผมจึงเปลี่ยนแผนมาเที่ยวย่านโดทงโบริ (Dotonbori) กับป้ายกุลิโกะวันนี้ก่อนเลยครับ ซึ่งที่นี่คนจะเยอะๆ หน่อย ของกินก็มีมากมายหลายร้านจนตาลายไปหมด ก็เลือกลิ้มลองกันได้ตามใจชอบเลย (ผมไม่ค่อยชอบต่อคิวยาว จึงมักจะมองหาร้านที่คนเต็มกำลังดีและไม่มีคิวมากกว่า) จากนั้นก็กินให้อิ่มท้องแล้วกลับไปนอนตีพุงที่โรงแรมเพื่อพร้อมรบในวันต่อไป

วันที่ 3: เที่ยวสวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ประเทศญี่ปุ่น (USJ)

สวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ประเทศญี่ปุ่น

จากเดิมแผนการของวันนี้คือเที่ยวเล่นในสวนสนุก USJ จนถึงช่วงเย็น จากนั้นก็ไปย่านนัมบะกับโดทงโบริต่อ แต่เมื่อคืนเราไปกันมาแล้ววันนี้จึงขอมอบให้กับสวนสนุกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นไปเลยครับ ซึ่งอยากจะบอกว่าแม้ว่าจะเป็นวันธรรมดา (และคุณควรจะเลือกมาเที่ยวในวันธรรมดา) แต่สวนสนุกแห่งนี้ก็ไม่มีวันไหนที่คนน้อยเลยสักวัน! ดังนั้นเราจึงต้องไปแต่เช้า และเมื่อผ่านประตูไปแล้วก็จงซอยเท้าไปหาเครื่องเล่นที่คุณอยากเล่นมากที่สุดก่อนเลย ซึ่งในที่นี้เครื่องเล่นที่ครอบครัวผมอยากไปที่สุดคือ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” เราจึงได้เข้าไปเล่นและอยู่ในโซนกันตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายเลยครับ

วิวสวนสนุกยูนิเวอร์แซลสตูดิโอในเวลากลางคืน

สำหรับเครื่องเล่นในโซนแฮร์รี่ พอตเตอร์ นั้น หลักๆ ก็มีอยู่ 2 อย่างคือ Harry Potter and the Forbidden Journey ซึ่งเป็นเครื่องเล่น 3 มิติที่เป็นไฮไลท์ของโซน กับ Flight of the Hippogriff ซึ่งเป็นเครื่องเล่นรถไฟเหาะขนาดเล็ก เหมาะกับเด็กๆ และคนกลัวความสูงครับ ส่วนอื่นๆ ก็จะเป็นการแสดงในหมู่บ้านฮอกส์มี้ด และร้านของฝากของกินที่แน่นอนว่าต้องมีบัตเตอร์เบียร์ด้วย! โดยโซนนี้ช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน (ประมาณ 6 โมงเย็น) จะมีการแสดงแสงสีที่ปราสาทฮอกวอตส์ด้วยนะ ใครมาเที่ยวช่วงฤดูหนาวอย่าพลาดเชียวล่ะ

มิเนียนปาร์ค ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน

ส่วนในโซนอื่นๆ ที่น่าสนใจนั้นก็มี The Flying Dinosaur ซึ่งเป็นเครื่องเล่นใหม่ของสวนสนุก กับรถไฟเหาะแบบห้อยขาตีลังกาม้วนตลบจนแทบจะสลบ ถือว่าเป็นเครื่องเล่นที่หวาดเสียวที่สุดในตอนนี้เลยครับ อีกโซนหนึ่งที่เพิ่งเปิดใหม่คือ Minion Park ที่มีเครื่องเล่น Despicable Me Minion Mayhem ที่สนุกเร้าใจไม่แพ้กัน และนอกจากนี้เครื่องเล่นเก่าอย่างรถไฟเหาะ Hollywood Dream กับ Space Fantasy ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ แต่ถ้าไม่มี Express Pass คุณอาจเล่นได้ไม่ครบ เพราะเครื่องเล่นแต่ละอย่างต่อคิวกันนานนับชั่วโมงเลยล่ะ พวกผมจึงอยู่ที่นี่แล้วพยายามเล่นเครื่องเล่นให้มากที่สุดก่อนจะกลับเข้าที่พักในช่วง 2 ทุ่มครับ

วันที่ 4: นั่งวาร์ปไปฮิเมจิและโกเบ

รถไฟชินคันเซ็นไปเมืองฮิเมจิ ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับวันที่ 4 นั้นไฮไลท์คือการนั่งรถไฟชินคันเซ็นไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิครับ โดยสามารถนั่งรถไฟชินคันเซ็นแบบฟรีๆ จากตั๋วเหมา Kansai Wide Area Pass และสามารถซื้อข้าวกล่องกินบนรถไฟได้เลย แต่ต้องรีบกินหน่อยนะครับ เพราะแม้โอซาก้ากับฮิเมจิจะอยู่ห่างกันมาก แต่นั่งรถไฟไปแปบเดียวก็ถึงแล้ว พอถึงสถานีรถไฟคุณก็จะเห็นตัวปราสาท โดยสามารถเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ หรือนั่งรถโดยสารประจำทางไปก็ได้ โดยปราสาทนี้มีค่าเข้าชมอยู่ที่ 1,000 เยนครับ และเข้าชมได้ถึงชั้นบนสุดของปราสาทเลย

ปราสาทฮิเมจิ ประเทศญี่ปุ่น

หลังจากเสร็จจากการเที่ยวชมปราสาท หากมีเวลาเหลือ คุณสามารถเดินชมสวนสัตว์เล็กๆ ข้างปราสาทได้ด้วย แล้วค่อยออกมาหาอาหารกลางวันกินตามร้านค้าใกล้ๆ กับทางเข้าปราสาท ก่อนจะเดินทางกลับด้วยรถไฟชินคันเซ็น แต่รอบนี้เราจะแวะเมืองโกเบก่อนกลับ โดยจุดหมายหลักคือการไปกิน “เนื้อโกเบ” ครับ แต่ตอนมาถึงเวลายังเหลือ ผมจึงจัดแผนไปเที่ยวย่านคิตาโนะก่อน ซึ่งบอกตรงๆ ว่าย่านนี้ไม่ได้ตราตรึงใจเท่าไหร่ครับ แนะนำว่าถ้ามาก็ไปลองนั่งกระเช้าขึ้นสวนสมุนไพรนูโนะบิกิการ์เด้น (Nunobiki Herb Garden) ดีกว่า มีสวนกับวิวสวยๆ น่าประทับใจกว่าเยอะเลยครับ

สเต็กเนื้อโกเบในประเทศญี่ปุ่น

หลังจากเดินเที่ยวย่านคิตาโนะเสร็จก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดี ผมจึงเดินตรงไปแถวย่านซานโนมิยะ (Sannomiya) ซึ่งสามารถนั่งรถโดยสารประจำทางไปก็ได้นะครับแต่ผมอยากเดินชมเมืองด้วย ซึ่งแถวสถานีรถไฟซานโนมิยะนั้นมีร้าน Steak Land อยู่ เป็นร้านอาหารที่ผมตั้งใจจะมากินสเต็กเนื้อโกเบครับ เรียกได้ว่าเนื้ออร่อย ละลายในปากสมคำร่ำลือจริงๆ แต่ก็ต้องแลกมากับราคาที่ค่อนข้างแรงอยู่ (4 คน จ่ายไป 5,000 บาท) พออิ่มท้องแล้วก็ไปเที่ยวย่านแลนด์มาร์กสำคัญอย่างอ่าวโกเบกันต่อครับ โดยผมมาชมวิวที่ศูนย์การค้า Umie Mosaic ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็น Kobe Port Tower และเป็นจุดที่สามารถขึ้นชิงช้าสวรรค์ของโกเบได้ จากตรงนี้ก็กินลมชมวิวเดินช้อปปิ้งนิดหน่อย หรือจะหาของกินที่นี้ก็ได้ จนถึงเวลากลับไปพักผ่อนที่โอซาก้าก็กลับด้วยรถไฟชินคันเซ็นเหมือนเดิมครับ ค้นหาโรงแรมราคาประหยัดในโอซาก้า

วันที่ 5: เที่ยววัดชมป่าไผ่ที่เกียวโต

วัดเท็นเรียวจิ เกี่ยวโต ญี่ปุ่น

สำหรับวันเที่ยวเกียวโตนั้น ที่เที่ยวหลักคือวัดต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วทั้งเมือง แต่ต้องบอกก่อนว่าในเวลา 1 วันคุณจะไม่สามารถตามเก็บวัดสวยๆ ได้ครบทุกวัดนะครับ ดังนั้นงานนี้จึงต้องมีการคัดเลือกวัดที่น่าสนใจและสอดคล้องกับแผนการเดินทาง สำหรับทริปนี้ผมเลือกไป 4 วัดด้วยกันได้แก่ วัดเท็นเรียวจิ (Tenryu-ji) เป็นวัดแรก ซึ่งวัดนี้อยู่ติดกับป่าไผ่และใกล้กับสะพานโทเก็ตสึเคียว (Togetsukyo) และโชคดีที่มีหิมะตกในช่วงเช้าด้วย แล้วนั่งรถโดยสารประจำทางไปวัดนินนาจิ (Ninna-ji) ซึ่งมีเจดีย์ทรงญี่ปุ่นสูงตระง่าน แล้วนั่งรถโดยสารต่อไปถึงวัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji) หรือวัดทอง ไฮไลท์หลักของเกียวโต จากนั้นก็นั่งรถไปกลับไปที่สถานีเกียวโต แล้วต่อรถไฟไปศาลเจ้าฟูจิมิอินนาริ (Fushimi Inari Taisha) หรือวัดเสาแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้ โดยทั้งหมดนี้จะใช้เวลาทั้งวันพอดีครับ

โอซาก้า
บินไป-กลับเริ่มต้นเพียง ฿6,545

วัดคินคะคุจิ ประเทศญี่ปุ่น

การเดินทางท่องเที่ยวในเกียวโตนั้นจะพิเศษกว่าที่อื่นหน่อยตรงที่ว่า ผมต้องซื้อบัตรเหมารถโดยสารประจำทางเพิ่ม 500 เยน/คน ที่ใช้รถโดยสารได้ไม่จำกัดใน 1 วัน และสามารถซื้อได้กับคนขับรถทันทีเมื่อจะลงจากรถครั้งแรกครับ ซึ่งดีกว่าการจ่ายเป็นรายเที่ยว เที่ยวละ 230 เยน (ประมาณ 60 บาท) เพราะแค่จากสะพานโทเก็ตสึเคียวไปวัดนินนาจินั้น ต้องเปลี่ยนรถ 1 รอบที่ท่ารถ นั่นก็เกือบจะคุ้มค่าตั๋วเหมาแล้ว นอกจากนี้เมื่อมีรถตั๋วเหมาจ่าย คุณอยากแวะวัดอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างทางก็ทำได้เช่นกันครับ ส่วนจะนั่งรถสายไหนอย่างไร พอไปถึงหน้างานให้ตรวจสอบด้วย Google Maps จะมีบอกเลยว่าต้องขึ้นสายไหน และบอกด้วยว่าป้ายรถอยู่ตรงไหนครับ หรือจะขอแผนที่เดินรถจากศูนย์บริการท่องเที่ยวก็ได้ เขาออกแบบมาให้ดูง่ายๆ เหมือนแผนที่รถไฟฟ้าเลยล่ะ

ถนนคนเดินฟูชิมิ อินาริ ประเทศญี่ปุ่น

แต่ในทริปนี้คุณจะสังเกตได้ว่า ผมไม่ไปวัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu-dera) หรือวัดน้ำใสเลย ผมตัดวัดนี้ออกเพราะเห็นว่ากำลังปรับปรุงครั้งใหญ่ ไปเที่ยวก็คงจะถ่ายรูปไม่สวย จึงไม่ได้อยู่ในแผนครับ ส่วนย่านกิออน (Gion) ที่อยู่ในแผนการเดินทางนั้น สุดท้ายก็ไม่ได้ไปครับ เพราะเจอตรอกของกินสุดอลังการแถววัดเสาแดงก็จอดแล้วครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เลยนั่งรถไฟกลับโอซาก้าไปแช่ออนเซ็นแก้ปวดเมื่อยที่ Spa World ดีกว่า เพราะจริงๆ ตามแผนต้องไปตั้งแต่เมื่อวาน แต่เท้ายังไม่ปวดมากเลยไม่ได้ไปครับ

วันที่ 6: เที่ยวปราสาทโอซาก้าก่อนกลับ

ซูชิที่ร้านเอ็นโดะซูชิ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

วันสุดท้ายของการเดินทาง ผมพยายามจัดที่เที่ยวให้หลวมๆ แล้วอยู่ในตัวเมืองเป็นหลัก เนื่องจากต้องเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมแล้วฝากกระเป๋าไว้ก่อนเดินทางกลับมารับไปสนามบินในช่วงเย็นครับ โดยผมเริ่มต้นตอนเช้าด้วยการไปกินซูชิในตลาดปลาโอซาก้า ที่ร้าน Endo Sushi ที่มีชื่อเสียง ก่อนจะเดินทางไปปราสาทโอซาก้าต่อ ซึ่งถ้าคุณไม่ได้สนใจข้อมูลทางประวัติศาสตร์อะไรมากมาย ก็แนะนำว่าไม่ต้องเสียค่าเข้าตัวปราสาทหรอกครับ เดินเที่ยวด้านนอกก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากภายในปราสาทโอซาก้านั้นเป็นอาคารที่คอนกรีตที่สร้างขึ้นใหม่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ จึงไม่ได้ให้บรรยากาศความเก่าแก่แบบปราสาทฮิเมจิครับ ค้นหารถเช่าราคาประหยัดในโอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

จบจากปราสาทโอซาก้านั้นตอนแรกก็จะไปย่านเกาหลีในโอซาก้าเพื่อสนองความติ่งของน้องสาว แต่ไปๆ มาๆ ก็ขี้เกียจกันหมดเลยเปลี่ยนเป็นการไปเดินช้อปปิ้งก่อนกลับที่ดองกิโฮเต้ (Don Quijote) ในสาขาที่อยู่ติดกับ Spa World ซึ่งห้างนี้ขึ้นชื่อเรื่องของถูกและมีครบครัน คุณสามารถพบกับขนมถั่วรสวาซาบิ กาแฟ UCC ยาสีฟัน Ora2 เครื่องประทินผิว Hada Labo และอีกสารพัดที่จะนึกออก รวมทั้งของเล่นผู้ใหญ่คุณก็จะเจอได้ที่ห้างนี้ครับ ซื้อแล้วก็ Tax Free ได้ที่เคาน์เตอร์เลย แถมยังมีคูปองส่วนลดแจกอยู่ทั่วไปหมด เรียกได้ว่าเป็นห้างที่ใช้ละลายเงินเยนก่อนกลับได้เลยล่ะ พอเสร็จจากช็อปปิ้งก็กลับไปนำกระเป๋าออกจากโรงแรมประมาณ 6 โมงเย็น จัดของให้พร้อมเดินทาง แล้วก็นั่งรถไฟ JR กลับสนามบินคันไซ แล้วก่อนจะโหลดกระเป๋าก็อย่าลืมเช็คน้ำหนักอย่าให้เกินโควต้า แล้วหาแถวที่โหลดกระเป๋าให้ถูกต้องนะครับ เพราะแถวเช็คอินจะยาวมาก ซึ่งถ้าเราพิมพ์บอร์ดดิ้งพาสมาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องต่อแถวนั้น แล้วยังพอมีเวลาหาอะไรกินหรือซื้อของในร้านจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีด้วย ก่อนที่พวกเราจะเดินทางกลับถึงกรุงเทพในเวลาประมาณ 4.00 น. ของวันที่ 16 มกราคม เป็นอันจบทริปครับ

และทั้งหมดนี้ก็คือรีวิวการเที่ยวคันไซครั้งล่าสุดของผม หากใครสนใจจะเที่ยวญี่ปุ่นในลักษณะนี้ก็อาจจะนำทริปไปเป็นตัวอย่างหรือปรับใช้ให้เหมาะสมกับการเดินทางของคุณก็ได้ครับ เพราะสุดท้ายแล้วจะวางแผนไว้อย่างไร พอถึงเวลาหน้างานก็อาจมีการปรับเปลี่ยนได้เสมอ แม้แต่ทริปของผมเองก็ไม่ตรงกับแผนการเที่ยวหมดซะทีเดียว และการจะตอบว่าเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้คุ้มค่าแค่ไหน สำหรับผมแค่ไปชิราคาวาโกะได้ก็คุ้มแล้ว แล้วสำหรับคุณล่ะ? ลองทำในสิ่งที่อยากทำ ลองกินในสิ่งที่อยากกิน ลองพบในสิ่งที่อยากเจอดูสักครั้งในชีวิตสิครับ เพียงเท่านั้นก็คุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไปแล้ว

*หมายเหตุ ข้อมูลราคาทั้งหมดข้างต้น เป็นข้อมูล ณ วันที่ผู้เขียนเดินทาง ส่วนข้อมูลดีลราคาทั้งหมดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งที่เหลืออยู่