ตั๋วรถไฟเที่ยวโอซาก้านั้นมีมากมาย เส้นทางรถไฟของโอซาก้านั้นก็ซับซ้อนจนตาลาย แล้วแบบนี้จะเลือกตั๋วและดูแผนที่รถไฟในโอซาก้ายังไงดีไม่ให้งง เรามีคำตอบ!

“โอซาก้า” นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวชาวไทยจะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น ด้วยความเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ที่ทันสมัยสะดวกสบายไม่แพ้โตเกียว เชื่อมต่อกับเมืองดังและสถานที่เที่ยวสำคัญหลายแห่งทั้งเกียวโต โกเบ นาระ และฮิเมจิ แถมยังบินไปเที่ยวได้ถูกสุดๆ อีก แต่ด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยว ประเภทตั๋วรถไฟในโอซาก้าจึงมีมากมายจนเลือกนั่งไม่ถูก แต่ไม่ต้องงง! เพราะมีข้อมูลตั๋วรถไฟต่างๆ ในโอซาก้าแบบแน่นปึ๊ก พร้อมแผนที่รถไฟและวิธีเดินทางยังไงไม่ให้หลงมาเสิร์ฟแล้ว รับรองว่าไม่ยากและช่วยให้ทริปโอซาก้าของคุณคุ้มค่าสุดๆ แน่นอน

ทำความรู้จักกับรถไฟในโอซาก้า

1. รถไฟ JR เป็นกลุ่มบริษัทรถไฟที่มีโครงข่ายรถไฟครอบคลุมทั้งประเทศญี่ปุ่น (อดีตเคยเป็นของรัฐมาก่อน) ซึ่งในโอซาก้าก็มีรถไฟ JR วิ่งครอบคลุมสถานที่สำคัญต่างๆ รอบเมือง โดยจุดสังเกตของรถไฟ JR อย่างหนึ่งคือ เส้นทางรถไฟจะวิ่งบนดินเกือบทั้งหมด และรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็น (Shinkansen) ก็ให้บริการโดยรถไฟ JR เช่นกัน

2. รถไฟ Subway เป็นรถไฟเส้นทางอื่นนอกเหนือจากการให้บริการของรถไฟ JR โดยอาจจะเป็นรถไฟท้องถิ่น หรือรถไฟที่เอกชนอื่นๆ มาลงทุน ซึ่งในโอซาก้าก็มีรถไฟเอกชนวิ่งอยู่หลายทั่วทั้งเมือง โดยจุดสังเกตของรถไฟ Subway อย่างหนึ่งคือ เส้นทางรถไฟจะวิ่งใต้ดินเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางสายที่วิ่งบนดินด้วย

3. รถไฟอื่นๆ อาทิเช่นรถไฟ Nankai เป็นรถไฟเอกชนที่แยกตัวออกจากการจับกลุ่มกับรถไฟ Subway อย่างชัดเจน ซึ่งจะเน้นการให้บริการในเส้นทางพิเศษเป็นหลัก อย่างในกรณีของ Nankai นั้นเป็นรถไฟที่วิ่งตรงจากสนามบินนานาชาติคันไซถึงสถานี Namba ใจกลางเมืองโอซาก้าเลยเป็นต้น

แผนที่รถไฟโอซาก้า

แผนที่รถไฟโอซาก้า

ขอบคุณภาพประกอบจาก: Osaka Convention & Tourism Bureau

ดูจากแผนที่ข้างต้นแล้ว ผิวเผินคุณอาจร้องว่า “คุณพระ!” แค่แผนที่รถไฟเมืองโอซาก้าทำไมมันดูซับซ้อนกว่าแผนที่รถไฟบ้านเราทั้งประเทศยิ่งนัก! แต่นี่แหละคือเส้นทางรถไฟทุกเส้นพร้อมชื่อสถานีทุกจุดของโอซาก้าและเขตชานเมืองโดยรอบ ซึ่งในเมืองใหญ่ๆ แผนที่รถไฟญี่ปุ่นก็มักจะพันกันยุ่งแบบนี้แหละ แต่จริงๆ แล้วแผนที่นี้ก็ไม่ได้ดูยากเลย โดยรถไฟเส้นประคือรถไฟ JR ส่วนเส้นสีหนาๆ คือรถไฟ Subway ส่วนเส้นสีบางๆ คือรถไฟเอกชนสายอื่นๆ ที่อาจจะมาจากนอกเขตเมือง หรือไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่ม Subway อาทิรถไฟ Nankai (ซึ่งบางเส้นทางจะไม่รวมอยู่ในตั๋วโดยสารเหมาจ่าย)

ดูแผนที่รถไฟโอซาก้าขนาดใหญ่

เมื่อใช้รถไฟ JR ในแผนที่จะเห็นว่ามีเส้นประลากสถานีรอบเมืองเป็นวงกลม ซึ่งรถไฟสายนี้มีชื่อว่า Osaka Loop Line โดยถือเป็นรถไฟ JR เส้นทางหลักของเมืองโอซาก้า โดยจะมี Loop Line ตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกา เวลาคุณจะไปไหน ก็ต้องดูว่าต้นทางกับปลายทางห่างกันแค่ไหน และวิ่งไปตามทิศที่เร็วกว่านั่นเอง

เมื่อใช้รถไฟ Subway สี ตัวอักษรย่อของสาย และหมายเลขสถานี จะช่วยให้คุณค้นหาสถานีได้ง่ายกว่าการจำชื่อเป็นอย่างมาก เพราะบางสถานีมักจะพ่วงชื่อสายมาด้วย เช่นสถานี Sakaisuji-Homamachi ที่ใช้รหัส K15 ของสายสีน้ำตาล (Sakaisuji Line) และ C17 ของสายสีเขียว (Chuo Line)

การซื้อตั๋วรถไฟในโอซาก้า

โดยปกติแล้วการเดินทางด้วยรถไฟจะต้องซื้อตั๋วจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติซึ่งมีภาษาอังกฤษบริการ และเลือกซื้อตั๋วโดยดูจากราคาที่ต้องจ่าย ซึ่งดูได้จากแผนที่เหนือเครื่องจำหน่าย อาทิเช่นจะไปสถานี Namba ถ้าในแผนที่ระบุว่าราคา 280 เยน ก็ต้องกดเลือกตั๋วราคา 280 เยน แล้วคุณก็จะได้ตั๋วเป็นกระดาษใบเล็กๆ มาเสียบเข้าเครื่องผ่านประตู (ไม่ต้องกลัวโดนหนีบเหมือนบ้านเรานะ!) หรือใช้บัตร ICOCA ซึ่งเป็นบัตรเติมเงินแล้วแปะผ่านประตูสำหรับรถไฟ JR หรือบัตร Pitapa สำหรับรถไฟ Subway แต่ขอบอกเลยว่าการซื้อบัตรหน้าตู้ทุกรอบหรือแม้แต่ใช้บัตรเติมเงินก็อาจไม่คุ้มค่าเท่าตั๋วรถไฟท่องเที่ยวแบบเหมาจ่ายสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกเยอะ

“Pass” ตั๋วรถไฟเที่ยวโอซาก้าสุดคุ้ม

Pass สำหรับรถไฟ JR

ตั๋วรถไฟท่องเที่ยวแบบเหมาจ่ายของ JR ในโอซาก้านั้นเป็น Pass ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ JR-West ซึ่งดูแลรถไฟในแถบพื้นที่ภูมิภาคคันไซไปจนถึงชูโงะกุที่อยู่ปลายสุดของเกาะฮอนชู ซึ่งมี Pass ถึง 9 แบบที่ครอบคลุมพื้นที่แตกต่างกันออกไป แต่เราจะมาทำความรู้จักกับ Pass ที่ใช้กับโอซาก้าซึ่งมี 5 แบบดังนี้

ชื่อตั๋วรถไฟ ราคา (ผู้ใหญ่)
บัตร Kansai Area Pass 1 วัน 2,200 เยน
2 วัน 4,300 เยน
3 วัน 5,300 เยน
4 วัน 6,300 เยน
บัตร Kansai Wide Area Pass 5 วัน 9,000 เยน
บัตร Kansai Wide Area Pass (แนะนำ) 5 วัน 9,000 เยน
บัตร Kansai – Hiroshima Area Pass 5 วัน 13,500 เยน
บัตร Kansai – Hokuriku Area Pass 7 วัน 15,000 เยน
บัตร Sanyo – San’in Area Pass 7 วัน 19,000 เยน

*เด็ก 6-11 ปี คิดครึ่งราคา หากอายุต่ำกว่าขึ้นฟรี 2 คนต่อผู้ปกครอง 1 คน

บัตร Kansai Area Pass สำหรับ Pass นี้เป็นตั๋วรถไฟเหมาเริ่มต้นของ JR-West ซึ่งมีราคาถูกและเลือกใช้ได้สูงสุด 4 วัน ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอาทิเช่น โอซาก้า, เกียวโต, นาระ, โกเบ ไปจนถึงวากายาม่า และฮิเมจิ และคุณสามารถใช้รถไฟด่วน Kansai-airport Express สาย HARUKA จากสนามบินคันไซเข้าสู่ตัวเมืองและไปยังเมืองเกียวโตได้ ส่วนเส้นทางอื่นๆ จะนั่งได้เฉพาะรถไฟ Local และรถไฟด่วน Rapid Service เท่านั้น สำหรับ Pass นี้เหมาะกับคนอยากเที่ยวทุกเมืองดังในภูมิภาคนี้ด้วยราคาประหยัดที่สุด

บัตร Kansai Wide Area Pass (แนะนำ) สำหรับ Pass นี้จะมีเส้นทางคล้ายกับ Pass แรก แต่จะขยายพื้นที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาคมากกว่า โดยไปถึงเมืองทตโตริทางตะวันตกเฉียงเหนือ และโอกายาม่าทางตะวันตก นอกจากนี้ยังมีวันโดยสารเพิ่มเป็น 5 วัน และสามารถนั่งรถไฟหัวกระสุน Shinkansen สาย SANYO จากโอซาก้าถึงโอกายาม่าได้ด้วย หากใครอยากสัมผัสความเร็วดุจจรวดของรถไฟชินคันเซ็น ขอแนะนำ Pass นี้เลยคุ้มที่สุด โดยเส้นทางของ Kansai Wide Area Pass ครอบคลุมพื้นที่ดังนี้ (แผนที่แสดงเฉพาะสถานีหลักเพื่อความเข้าใจง่าย)

แผนที่รถไฟที่ใช้ได้สำหรับบัตร Kansai Wide Area Pass

ขอบคุณภาพประกอบจาก: JR-West

บัตร Kansai – Hiroshima Area Pass สำหรับ Pass นี้จะมีเส้นทางคล้ายกับ Kansai Wide Area Pass เกือบทั้งหมด แต่จะเพิ่มเส้นทางตะวันตกจากเมืองโอกายาม่าไปจนถึงฮิโรชิม่า อีกเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน และขยายเส้นทางรถไฟ Shinkansen จนถึงเมืองนี้ด้วย ใครที่มีแผนไปเที่ยวฮิโรชิม่าด้วยล่ะก็ต้องเลือก Pass นี้เท่านั้น โดยมีราคาเพิ่มจาก Kansai Wide Area Pass อีก 4,500 เยน

บัตร Kansai – Hokuriku Area Pass สำหรับ Pass นี้จะมีเส้นทางคล้ายกับ Kansai Wide Area Pass แต่จะขยายเส้นทางรถไฟไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของคันไซไปจนถึงเมืองคานาซาว่าและโทยามะแทน (เส้นทางไปหมู่บ้านชิราคาวะโกะและกำแพงหิมะทาเตยามะ) และเพิ่มวันโดยสารเป็น 7 วัน นอกจากนี้ยังสามารถใช้นั่งรถไฟหัวกระสุน Shinkansen สาย HOKURIKU จากคานาซาว่าถึงโจเอะสึได้เพิ่มอีก 1 สายจากที่มีใน Kansai Wide Area Pass

บัตร Sanyo – San’in Area Pass สำหรับ Pass นี้จะมีราคาแพงที่สุดจาก Pass ทั้งหมดของ JR-West มีวันโดยสาร 7 วัน และขยายเส้นทางจาก Kansai – Hiroshima Area Pass ต่อไปยังเมืองโยนาโกะและเซ็นซากิทางตะวันตกเฉียงเหนือ และเลยไปถึงเมืองโคคุระและฮากะตะ (ติดกับเมืองฟุกุโอกะ) บนเกาะคิวชู ซึ่งคุณสามารถนั่งรถไฟ Shinkansen สาย SANYO ได้ถึงฮากะตะเลย

ดูรายละเอียดของ JR-West Pass ทั้งหมด

ซื้อที่ไหน? สำหรับ Pass ของรถไฟ JR นั้นสามารถซื้อได้จากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย (บริษัททัวร์ต่างๆ) และชำระเป็นเงินบาทพร้อมค่าธรรมเนียม โดยราคาจะขึ้นลงตามค่าเงิน แล้วต้องนำมาแลกเป็นบัตรจริงที่เคาน์เตอร์บัตรโดยสารพิเศษของสถานีรถไฟ Osaka และตามสถานีรถไฟหลักของเมืองต่างๆ โดยใช้หนังสือเดินทางยืนยันการเป็นเจ้าของ แต่ถ้าไม่ได้ซื้อมาจากไทยก็สามารถซื้อจากที่เคาน์เตอร์นี้ได้ ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าประมาณ 500-1,000 เยน

Pass สำหรับรถไฟ Subway

สำหรับตั๋วรถไฟท่องเที่ยวแบบเหมาจ่ายของรถไฟ Subway นั้นส่วนใหญ่จะให้บริการเฉพาะในพื้นที่ตัวเมืองโอซาก้า และอยู่ในลักษณะของบัตรท่องเที่ยวที่โดยสารรถไฟและรถบัสสาธารณะได้ไม่จำกัด พร้อมส่วนลดหรือเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ฟรี ซึ่งแตกต่างจาก Pass ของรถไฟ JR ที่ใช้เดินทางได้อย่างเดียว โดยรถไฟ Subway มี Pass ให้เลือกดังนี้

ชื่อตั๋วรถไฟ ราคา (ผู้ใหญ่)
บัตร Osaka Amazing Pass (แนะนำ) 1 วัน 2,500 เยน
2 วัน 3,300 เยน
บัตร Enjoy Eco Card หรือ Osaka One-Day Pass 1 วันธรรมดา 800 เยน
1 วันหยุด 600 เยน
บัตร Osaka Kaiyu Ticket 1 วัน 2,550 เยน
บัตร Kansai Thru Pass 2 วัน 4,000 เยน
3 วัน 5,200 เยน
บัตร Yokoso! Osaka 1 วัน 1,500 เยน

*มีตั๋วเด็กจำหน่ายเฉพาะบัตร Enjoy Eco Card ราคา 300 เยนทุกวัน และบัตร Osaka Kaiyu Ticket ราคา 1,300 เยน

บัตร Osaka Amazing Pass (แนะนำ) สำหรับ Pass นี้เรียกได้ว่าสามารถตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเที่ยวในเมืองโอซาก้าได้แบบเน้นๆ ซึ่งมีทั้งแบบ 1 วันและ 2 วัน (ใช้ต่อเนื่อง) โดยจุดเด่นของ Pass นี้คือสามารถใช้งานรถไฟ Subway รถบัสสาธารณะ และเรือโดยสารในเมืองได้ไม่จำกัด และสามารถเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว 35 แห่งในเมืองโอซาก้าได้ฟรี 1 ครั้งต่อที่ อาทิเช่น การชมพิพิธภัณฑ์ภายในปราสาทโอซาก้า, ชมวิวที่อาคาร Umeda Sky Building, ชมวิวหอคอย Tsutenkaku Tower, ขึ้นชิงช้าสรรค์ Tempozan หรือนั่งเรือ Tombori River Cruise เป็นต้น

บัตร Osaka Amazing Pass แบบ 1 วันและ 2 วัน

ขอบคุณภาพประกอบจาก: Osaka Convention & Tourism Bureau

บัตร Enjoy Eco Card สำหรับ Pass นี้เรียกว่าเอาใจคนชอบประหยัด เพราะสามารถใช้งานรถไฟ Subway และรถบัสสาธารณะได้ฟรีเช่นกัน และมีส่วนลดพิเศษเมื่อเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งให้ แม้จะไม่ฟรีแทบทุกที่เหมือน Osaka Amazing Pass แต่ความดีงามของ Pass นี้คือราคาที่ถูกกว่ามาก และยิ่งถูกมากขึ้นอีกในวันหยุด ซึ่งนี่ก็คือ Osaka One-Day Pass ที่หลายๆ คนอาจคุ้นหูกันมาก่อนนั่นเอง

บัตร Osaka Kaiyu Ticket สำหรับ Pass นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ตั้งใจจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุดอลังการ Osaka Aquarium Kaiyukan ซึ่งนอกจากจะเข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแล้ว ยังใช้นั่งรถไฟ Subway และรถบัสสาธารณะได้ไม่จำกัดในวันที่ใช้งาน แถมมีส่วนลดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวรอบอ่าวโอซาก้าอีกด้วย อาทิชิงช้าสวรรค์ Tempozan หรือจะล่องเรือสำเภาโบราณ Santa Maria รอบอ่าวโอซาก้า

บัตร Yokoso! Osaka สำหรับ Pass นี้สามารถซื้อได้จากสนามบินคันไซฝั่งสถานีรถไฟ Nankai ซึ่งจะให้สิทธิ์ในการนั่งรถไฟด่วน Limited Express Rapi:t จากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองได้ฟรี 1 เที่ยว (ถึงตัวเมืองได้เร็วมาก) และใช้งานรถไฟ Subway และรถบัสสาธารณะได้ไม่จำกัดในวันนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีเที่ยวบินไปถึงตอนเช้าเพราะจะใช้งานได้ทั้งวัน

ประเภทตั๋วรถไฟโอซาก้าที่เหมาะกับคุณ

เที่ยวโอซาก้าซื้อตั๋วรถไฟแบบไหนดี? อย่างแรกเลยก็ต้องดูว่าคุณจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เพราะแต่ละ Pass ก็ครอบคลุมการเดินทางและให้โปรโมชั่นไม่เหมือนกัน โดยวิธีง่ายๆ ที่จะตอบได้ว่าคุณควรใช้ Pass ไหนและของรถไฟกลุ่มใด ก็คือการวางแผนการเดินทางโดยอาศัย Google Maps ช่วย เพื่อดูว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณจะไปว่ามีสถานีรถไฟอะไรรองรับ และดูภาพรวมว่าจะใช้รถไฟแบบไหนถึงจะสะดวกกว่า ตัวอย่างเช่นเที่ยวเน้นหนักๆ ในตัวเมือง Osaka Amazing Pass คุ้มค่าที่สุดแน่นอน แต่ถ้าไปเที่ยวแต่ที่เที่ยวหลักๆ แต่ไปหลายเมืองและอยากลองนั่งชินคันเซ็นด้วย Kansai Wide Area Pass ก็อาจจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า หรือจะซื้อทั้ง 2 อย่างก็ได้นะแต่เลือกใช้ให้ถูกวันก็พอ

ข้อควรระวัง

ระวังใช้ผิดประเภท บ่อยครั้งที่นักท่องเที่ยวมักจะสับสนระหว่าง Pass สำหรับรถไฟ JR และ Pass สำหรับรถไฟ Subway ซึ่งทั้ง 2 ชนิดขาดกันอย่างชัดเจนและไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เรายังไม่ทราบถึงกรณีการสอดตั๋วรถไฟผิดประเภทเข้าไปว่าประตูจะคายตั๋วคืนให้หรือไม่ ดังนั้นอย่าลองจะดีกว่า!

ระวังขึ้นผิดสถานี สถานีรถไฟบางแห่งในโอซาก้านั้นมีทั้งรถไฟ JR และรถไฟ Subway อาทิเช่น สถานี Shin-Imamiya ที่มีทั้ง JR มีทั้ง Nankai และมีสถานีรถไฟ Subway ชื่อ Dobutsuen-mae อยู่ใต้ดิน หรือสถานีรถไฟ Osaka ที่มีสถานีรถไฟใต้ดินชื่อ Umeda ซะงั้น (เหมือนสถานีหมอชิตกับจตุจักรบ้านเราเลย)

ระวังไปผิดขบวน สำหรับรถไฟ JR และรถไฟ Nankai จะมีขบวนรถไฟที่แตกต่างกันแต่วิ่งอยู่ในรางเดียวกัน โดยจะมีรถไฟ Local ซึ่งเป็นรถไฟที่จอดรับ-ส่งทุกสถานี กับขบวน Rapid Service หรือ Special Rapid Service ที่แวะเฉพาะสถานีใหญ่เท่านั้น ซึ่งคุณจำเป็นต้องดูป้ายตารางรถที่ชานชลา เพื่อดูว่ารถขบวนไหนจะจอดเวลาใด และจอดตรงสัญลักษณ์ใด (พื้นชานชลาจะมีสัญลักษณ์ที่ระบุว่าขบวนไหนต้องยืนรอตรงสัญลักษณ์ไหน) เพราะบางขบวนอาจไม่จอดส่งในสถานีที่คุณจะไป หรือคุณอาจไปถึงที่หมายได้ด้วยขบวนที่เร็วกว่า Local ก็เป็นได้